Biscuits

ช่วงนี้อยู่ติดบ้านเพราะโรคระบาด ระหว่างนี้ก็หาอะไรทำไปเรื่อย ๆ งานที่ยังต้องสะสางก็แบ่งเวลาทำอยู่ แต่เวลาอยากหาอะไรผ่อนคลายความเครียดก็น่าจะเป็นของจิ๋วนี่แหล่ะ วันนี้ลองทำบิสกิตหลังจากที่เคยจะทำแล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จทั้งที่ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย

เรามีพิมพ์อยู่แล้วค่ะ เป็นแม่พิมพ์แบบที่ทางร้านนำเข้ามาขาย อันไหนเล่นเองก็แยกออกมาเก็บไว้ เพราะฉะนั้นเรื่องรูปทรงทำไม่ยากอยู่แล้ว แต่ทำเสร็จแล้วจะใส่อะไร โชว์ยังไงให้ดูสวยเก๋คงต้องไปคิดดูอีกรอบหนึ่ง

รอบนี้ใช้ดิน la doll นะคะ ต้องกระจายไปใช้หลาย ๆ ยี่ห้อหน่อย ผสมกับสีน้ำมัน Yellow Ochre และ Deep Yellow เล็กน้อย จะได้เป็นสีเหลืองแบบอ่อน ๆ ลองดูก่อนว่าจะออกมาโอเคไหม

ข้อดีของดินญี่ห้อนี่คือ ไม่ติดพิมพ์เลยค่ะ เนื้อคล้ายกับ Homespun แต่ดูละเอียดกว่า ขาวและชุ่มเล็กน้อย ที่สำคัญไม่ติดมือติดพิมพ์ ของโฮมสปันพิมพ์จะแอบขาวโพลนหน่อย แต่แห้งค่อนข้างเร็วกว่าพวกดินไทยค่ะ

อุปกรณ์ทาสีไม่ได้ถ่ายเอาไว้ แต่หลัก ๆ ก็คือแผ่นติดกาวสำหรับแปะชิ้นงานไว้ตอนทาสี ที่คีบ แผ่นรองสี พู่กัน หรืออื่น ๆ แต่เราใช้ตัวที่เป็นฟองน้ำเล็ก ๆ ที่ไว้แต่งตา เคยซื้อมาถูกมากได้หลายอัน วันนี้ก็เลยลองเอามาใช้ดู ทาด้วยสีน้ำมันหลอดเดิมสี Yellow Ochre ปาดแค่นิดเดียวเหมือนแตะ ๆ แล้วเอามาป้าย ๆ ตรงขอบของบิสกิตโดยไม่กดแรง ก็ได้ออกมาประมาณนี้จ้า

ส่วนตัวยังแอบรู้สึกว่าออกอมเหลือง ๆ ไปหน่อย จากที่ดูเรฟขนมจริง ๆ อันนี้ยังดูอ่อนไป แต่ไฟไม่เอื้ออำนวยให้เลือกสีจริง ๆ มัวมาก อากาศข้างนอกก็มัวอีก ประมาณนี้ค่า เราพยายามบันทึกงานที่ทำไว้แต่ละครั้ง เผื่อว่าถ้าต้องรื้องานมาทำใหม่ จะได้หาข้อมูลจากงานเก่า ๆ ที่ทำมาแล้วด้วย^^

วิธีใช้งานแม่พิมพ์ภาชนะเรซิ่น

วิธีใช้งานแม่พิมพ์ภาชนะเรซิ่น บทความนี้สำหรับผู้สนใจหรือคุณลูกค้าที่ซื้อแม่พิมพ์จากร้าน Ianddm Mimiatures ของเรานะคะ

แม่พิมพ์ภาชนะส่วนใหญ่จะเป็นแบบประกบกัน ซึ่งจากประสบการณ์ทดลองด้วยตัวเองหลายครั้งได้พบว่าเรซิ่นแบบธรรมดาหรือแบบที่ใช้เวลาประมาณครึ่งวัน ไม่ค่อยเหมาะกับแม่พิมพ์แบบนี้ซักเท่าไหร่ค่ะ เนื่องจากตัวเรซิ่นนั้นค่อนข้างเหลว ระหว่างรอหลายครั้งเรซิ่นจะค่อย ๆ ซึมหรือไหลออกช้า จนได้ตัวชิ้นงานที่ไม่สมบูรณ์ หากเลือกใช้เรซิ่นชนิดนี้แนะนำให้มัดหนังยางให้แน่นหนานะคะ ตรวจเช็คว่าไม่มีฟองอากาศอยู่ด้านในด้วย

เราแนะนำเรซิ่นที่ใช้เลือกเป็นแบบ UV Resin จะโอเคกว่าค่ะ เพราะแห้งไวภายในไม่กี่นาที แต่ราคาก็จะค่อนข้างสูงกว่าและต้องมีเครื่องอบด้วย

วิธีการใช้งานก็คือ

  1. เช็ดพิมพ์ให้สะอาดเตรียมเรซิ่นให้พร้อม ประกบพิมพ์แล้วหยอดเรซิ่นลงไปค่ะ ไม่ต้องเต็มอาจจะซักครึ่งหนึ่ง
  2. ค่อยๆประกอบพิมพ์เข้าหากัน พยายามประกบให้สนิท หลังจากนั้นใช้หนังยางมัดให้แน่นอีกรอบเพื่อให้ประกบกันสนิท รอให้แห้งหรือนำเข้าเครื่องอบ 2-3 นาที
  3. แกะชิ้นงานออกจากพิมพ์ โดยถ้ายังมีขอบเกินออกมาอยู่ให้ใช้คัตเตอร์หรือกรรไกรค่อย ๆ ตัดออกนะคะ
  4. ขั้นตอนสุดท้าย อาจจะรู้สึกว่าพอแกะออกจาพิมพ์แล้วชิ้นงานยังไม่มันเงาเท่าที่ต้องการ อยากให้ดูเงากว่านี้ ให้ใช้สเปรย์เคลือบใส พ่นทับอีก 1-2 รอบตามต้องการค่ะ(ตัวสเปรย์หาซื้อได้จากร้านทำโมเดล พวก TOPCOAT หรือสเปรย์ร้ายขายอุปกรณ์งานช่างก็มีเหมือนกันค่ะ)

Clay Review 2

มาต่อกันสำหรับดินกลุ่มสุดท้ายนะคะ ดินปั้นโมเดล ครั้งแรกที่เริ่มงานปั้นเราเคยซื้อดินกลุ่มนี้มาจาก B2S ด้วยความที่แต่ก่อนไม่รู้ว่าดินไทยขายอยู่ที่ไหน เลยไปลองหาดูที่ร้านเครื่องเขียนซึ่งตอนนั้นมีดินอยู่หลายแบบเหมือนกันค่ะ มีดินเบาแบบที่ทำ Sweet deco ดินปั้น ดินน้ำมัน สุดท้ายเราเลือกก้อนนี้มาจำยี่ห้อไม่ได้แล้ว แต่เป็นดินสีขาว ๆ คิดว่าคงเหมือน ๆ กัน แต่พอใช้จริง ดินแห้งไวมากค่ะ อันที่แกะออกมาแล้วอยู่แค่แปปเดียวก็แข็งเลย เผลอ ๆ ปั้นไปปั้นมาก็เริ่มแห้งที่มือเรานี่แหล่ะ 55

ดินในกลุ่มนี้เราซื้อมา 2 ยี่ห้อค่ะ ไม่ซื้อเยอะ เอามาทดลองเพราะคิดว่าคงไม่ค่อยได้ใช้อยู่แล้ว มีของ Home Spun กับ Ladoll

เริ่มจาก La Doll ก่อนแล้วกันนะคะ เป็นดินที่อ่านจากข้อมูลเค้าบอกว่ามีส่วนผสมของแร่หินหรืออะไรซักอย่าง ซึ่งเค้าเอาไว้ใช้ทำพวกตุ๊กตา BJD เพราะมีเนื้อที่เนียนละเอียด มีสีขาว ตัดแต่งง่าย ซึ่งของ La Doll จะมีประมาณ 3 รุ่น คือสีแดง สีน้ำเงิน และสีแดงแป๊ดถุงนี้แหล่ะค่ะ^^ ถุงแดงที่เขียนว่า La Doll ใหญ่ ๆ คือรุ่นออริจินอล ส่วนถุงแดง Premier อันนี้ เค้าบอกว่าเป็นรุ่นที่พัฒนาขึ้นมาให้มีน้ำหนักเบาและเนื้อละเอียดที่สุด สุดรุ่นสีน้ำเงินหรือ Premix คือรุ่นผสมระหว่างสูตร Original กับ Premier ค่ะ แต่เราเอามาลองแค่สูตรเดียวก็พอ ราคาตามในรูปค่ะ ถูกสุดที่เคยเจอคือ 260 บาท พิกัดร้านสมใจค่ะ

แกะออกมาก็คือจะมีเหงื่อติดถุงอยู่ค่ะ ดินญี่ปุ่นเป็นเหมือนกันแทบทุกยี่ห้อเลย คือเราไม่รู้ว่าปกติเค้าใช้หมดทันทีกันเลยไหม แต่ส่วนตัวเราว่าครั้งนึงใช้ไม่เยอะมาก ซึ่งดินของญี่ปุ่นจะไม่มี ห่อแรปมาให้เลยค่ะ ถุงเปล่า ๆ แบบนี้เลย ใช้ไม่หมดก็คงต้องหาแรปหาอะไรมาห่อเองไม่ให้โดนอากาศ เพราะส่วนใหญ่ก็เป็น Air dry clay ปล่อยไว้เฉย ๆ แห้งแน่นอน

เนื้อดินชุ่ม ๆ ดีค่ะ รุ่นนี้เขียวไว้ว่าไม่ติดมือ ไม่ติดพิมพ์ ตรงนี้ชอบมาก จริงมาก ๆ คือดินบางรุ่นบางชนิดเราต้องคอยเอาครีมหรือพวกวาสลีนทาพิมพ์ทามือกันไม่ให้ติดมือเหนอะหนะ อย่างดินไทยนี่ก็เป็นค่ะ ตอนแกะออกจากห่อแรปจะรู้สึกได้เลยว่ามันมือมาก ๆ เพราะเค้าต้องทาเอาไว้ไม่ให้ติดถุง ตอนแกะจะรู้สึกมือมัน ๆ ส่วนตัวไม่ค่อยชอบตรงนี้แหล่ะ แต่อันนี้จะชุ่ม ๆ แบบโอเคเลย ถ้าดึง ๆ ออกจะสังเกตุเห็นเส้นใยเล็ก ๆ พอแข็งแล้วจะขาวมาก ดินกลุ่มนี้แห้งและเนื้อจะคล้าย ๆ กับปูนคือแข็งและแข็งเลยค่ะ ไม่งอ ไม่ยืนหยุ่น ทาสีได้ แต่อย่าผสมสีเลย เราเคยลองผสมสีดู รู้สึกว่าดินกลุ่มนี้จะติดสียากมาก ๆ ดินรุ่นนี้ชุ่ม ๆ แต่น้ำหนักเบาอย่างที่เคลมไว้จริง ๆ ค่ะ

อีกยี่ห้อคือ Home Spun ซึ่งหาได้ง่ายตามร้านเครื่องเขียนเลยค่ะ ราคาไม่แรง มีสีเขียวกับสีน้ำตาล ทราบมาว่าต่างกันแค่น้ำหนักเท่านั้นเอง เราซื้อห่อเล็กมา อยากจะบอกว่าดินเยื่อกระดาษของโฮมสปันมีน้ำหนักมากแบบน่าจะมากที่สุดในทุกแบบเลยค่ะ เป็นดินที่คล้าย ๆ กับพวกงานเปเป่อมาเช่เลย แต่ละเอียดกว่า ส่วนตัวไม่ได้ประทับใจอะไรมาก ขัดใจตรงที่ เป็นดินที่ติดไม้ติดมือมาก ๆ ค่ะ ใช้ทีคือขุยกระจาย มือขาวโพลน ใช้กับแม่พิมพ์ก็คือแม่พิมพ์ขาวโพลนไปหมด เลอะทุกสิ่ง TT ข้อดีอย่างนึงคงเป็นเรื่องของราคา และดินนี้ถ้าแห้งก็ผสมๆน้ำให้นิ่มได้ค่ะ หรืออยากได้เหลวประมาณไหนก็เติมน้ำเข้าไป

สรุปแล้วจากทั้งหมดที่ซื้อมาแนะนำว่าเลือกให้เหมาะกับงานที่ใช้ค่ะ อย่างเวลาเราทำผลไม้จิ๋ว ๆ เราจะเลือกใช้ดินที่แห้งแล้วใส จะได้ดูสมจริงขึ้นมาอีกหน่อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ราคาก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกค่ะ แต่สำหรับเราดินไทยถือว่าคุ้มมากค่ะ เมื่อเทียบกับราคา แต่ก็อาจจะขาดคุณสมบัติบางอย่าง ทั้งนี้ทั้งนั้นข้อมูลที่เรามีคือข้อมูลจากมุมมองของเราจากการใช้งานของเรา ไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมดนะคะ อาจจะมีผิดพลาดส่วนไหนก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

Clay Review

สวัสดีค่า วันนี้จะมารีวิวดินที่ใช้ทั้งที่ซื้อและที่ได้แถมมาทั้งหมดที่มีนะคะ บอกก่อนเลยว่าเราเป็นคนชอบสะสมไปเรื่อย บางทีก็ไม่ค่อยได้ใช้แต่ชอบก็ซื้อมาไว้ก่อน บางอันก็อยากเอามา ทดลองว่าแตกต่างอย่างไร จนบางทีก็เก็บไว้นานจนหมดอายุก็มีค่ะ(ซึ่งเป็นนิสัยที่ไม่ดีเลยTT) เราไม่ได้ชำนาญด้านนี้โดยเฉพาะนะคะ แต่ช่วงหนึ่งราพยายามหารีวิวแล้วรู้สึกว่าหายากพอสมควร สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจ หรือมองหาดินที่อาจถูกใจ ลองใช้รีวิวนี้เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจก็ได้ค่ะ

ดินปั้นจริง ๆ ถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภทมาก ๆ มากจนงงเลยค่ะว่าอันนี้ใช้ได้ไหม อันนั้นเหมือนกันไหม แต่ในที่นี้เราจะไม่พูดถึงพวกดินเหนียวหรือดินพวกที่เค้าเอาไปทำงานชิ้นใหญ่ ๆ กันนะคะ ส่วนใหญ่จะมาจากที่เราเคยพบเห็น พบเจอตามร้านเครื่องเขียนต่าง ๆ

สำหรับเราเราจะแบ่งดินตามเนื้อดินเลยค่ะ โดยแบ่งเป็นกลุ่มดินเบาจะเป็นดินที่น้ำหนักเบามาก ๆ พอแห้งแล้วเนื้อจะคล้าย ๆ โฟม สีค่อนข้างขาวค่ะ กลุ่มดินสีใสหรือกลุ่มดินไทยค่ะ กลิ่นจะเหมือนกาว ๆ หน่อย มีน้ำหนักมาก ส่วนกลุ่มสุดท้ายของเราคือกลุ่มดินปั้นโมเดลค่ะ เป็นดินที่มีใย ๆ คล้าย ๆ เยื่อกระดาษ แต่ละยี่ห้อก็จะแตกต่างกันไป ที่ฮิต ๆ มากในต่างประเทศก็คือ ดินโพลิเมอร์ หรือดินอบ ซึ่งส่วนตัวแล้วเคยลองซื้อมายี่ห้อนึงค่ะ ก้อนละประมาณ 20 กว่าบาท แต่ว่าเนื้อแข็ง แบบแข็งมาก ๆ ปั้นแล้วแอบเจ็บมือ เลยตัดสินใจไม่ใช้ต่อแล้วค่ะ เสียดายมาก

นี่คือรายการดินที่มีทั้งหมดในตอนนี้ค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นดินญี่ปุ่น ทีนี้จะขอเริ่มเป็นทีละกลุ่มไปเลยแล้วกันนะคะ กลุ่มแรกคือดินเบา ยี่ห้อ hitsuji no nendo(อ่านไม่ออกเลย ซองสีขาวฟ้า ลายลูกแกะค่ะ) / Mermaid Puffy / Hearty(ตัวแถมฟรี) / ดินเบาเกาหลี(ลืมเอามาถ่ายด้วย)

ดินกลุ่มนี้เราไม่ค่อยใช้เพราะส่วนตัวไม่ค่อยชอบที่น้ำหนักเบา ๆ นี่แหล่ะค่ะ ดูบอบบาง ๆ จากที่ลองแล้วชอบคือดินลูกแกะค่ะ สีขาวแบบขาวมาก นิ่ม ดูฟูๆ ราคาประมาณห่อละ 120 บาท แต่ได้ขนาดใหญ่ ปริมาณเยอะพอสมควรค่ะ อีกเจ้าหนึ่งคือ Mermaid Puffy ดินสามสี ขาว บิสกิตและช็อคโกแลต ส่วนตัวรู้สึกว่าเนื้อเหมือนดินเบาทั่ว ๆ ไป แต่แกะออกจากถุงแล้วดูฉ่ำ ๆ นิดนึง ราคาอยู่ที่ประมาณห่อละ 112 บาท(ราคานี้นำเข้าเองค่ะ) เพราะไม่ค่อยมีขายในไทย ส่วนตัวซื้อมาลองเพราะหีบห่ออันฟรุ๊งฟริ๊ง ซึ่งประโยชน์อย่างนึงของยี่ห้อนี้น่าจะเป็นสีที่ผสมมาแล้วเป็นสีขนมโดยเฉพาะเลยค่ะ ใช้ง่ายสะดวกรวดเร็ว สุดท้ายคือ Hearty ตัวทดลอง อันนี้เราได้มาจากร้านที่เราซื้อดินได้มา 30 กรัม ใช้ดีอยู่ค่ะ เห็นเป็นดินยอดฮิตที่ในไทยมีขายเยอะมาก ราคาแอบแรงอยู่ถ้าเทียบกับในตปท. ราคานำเข้าเองถูกว่ามากเลยค่ะ อีกอย่างรู้สึกว่าจะแอบหดตัวเร็วอยู่เหมือนกัน ไม่แน่ใจว่ารุ่นอื่น ๆ เป็นแบบนี้เหมือนกันหรือเปล่าค่ะ

อันนี้คือ Mermaid Puffy หน้าซองเป็นรูปขนมขนาด 50 G ประมาณฝ่ามือของเราค่ะ ในกลุ่มนี้รู้สึกว่าจะไม่ค่อยหดตัวมาก และสีค่อนข้างขาว เนียน น้ำหนักเบา ยืนหยุ่นด้วยค่ะ ทาสีแล้วติดสีดีค่ะ ถ้าเทียบกันในกลุ่ม ส่วนตัวแล้วเราประทับใจดินเบาลูกแกะสุดค่ะ

อีกอันนึงคือดินเบาเกาหลีค่ะ แต่ไม่รู้เกาหลีจริงไหม ที่เราเคยซื้อมา 12 สีประมาณ 70 กว่าบาท พร้อมไม้ปั้นดิน อยู่ในโซนของเล่นเด็กค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะนำเข้ามาจากจีน เราว่าถ้าเริ่มปั้นแล้วไม่อยากจ่ายแพง ดินกลุ่มนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเลยค่ะ ปั้นทิ้งปั้นขว้างได้เลย เคยเจอแถวสำเพ็งชุดนึงประมาณ 30 บาทเอง ปั้นเสียก็ไม่ค่อยเสียดาย

ต่อไปเป็นกลุ่มดินใสค่ะ เรียกหลายแบบมาก บ้างก็เขียนว่า Air dry polymer clay คือส่วนประกอบอาจแตกต่าง แต่ด้วยความที่ตอนใช้รู้สึกว่าเนื้อคล้าย ๆ กัน เลยจะจัดให้อยู่กลุ่มเดียวกันนะคะ

ดินใสที่ถูกที่สุดคือดินไทยค่ะ เป็นแป้งผสมกาว กับสารอะไรซักอย่าง กลิ่นเลยออกมาเป็นกลิ่นกาว สีตอนแห้งแล้วจะดูหมองลงนิดหน่อย หดตัวและใสขึ้นค่ะ ดินไทยส่วนใหญ่ขาย 250 กรัม ราคาตั้งแต่ 40-70 บาทค่ะ แต่ถ้าซื้อเยอะก็อาจได้ราคาถูกกว่านั้น เช่นเหมาเป็นกิโล ๆ แต่ถ้าเพิ่งเริ่มไม่ต้องซื้อเยอะค่ะ อายุการใช้งานก็ประมาณ 6 เดือนหรือจนกว่าจะแข็งหรือเริ่มแข็ง ดินชนิดนี้จะใช้เวลาแห้ง 1-3 วันหรือขึ้นอยู่กับขนาดของชิ้นงานค่ะ

ดินอีกแบบคือดินญี่ปุ่นของ Luna clay ซึ่งเนื้อคล้าย ๆ กันกับดินไทยค่ะ แต่จะเป็นที่นิยมในการนำมาทำดอกไม้ดินมากกว่า เพราะดินอยู่ทรงกว่าค่ะ ดินไทยจะอ่อนไปนิดนึงสำหรับการทำกลีบดอกไม้ บางเจ้าก็ใช้ดินสองชนิดนี้มาผสมกันค่ะ เพราะดินลูน่าราคาค่อนข้างสูง ราคาจะอยู่ที่ประมาณ ก้อนละ 250 บาท ปริมาณพอ ๆ กับดินไทยค่ะ

และอีก 2 ยี่ห้องที่เพิ่งซื้อมาล่าสุดและราคาแอบแรงทั้งคู่ เรานำเข้ามาทั้งสองอันเลยค่ะ นั่นคือ Modena และ Cosmos grace ดินโมเดน่ามีขายที่ไทยค่ะ แต่ราคาแรงพอสมควร อยู่ที่ประมาณ 500-600 บาท ส่วน Cosmos Grace แทบไม่เจอร้านที่ขายแล้วค่ะ เลยนำเข้ามาเอง เฉลี่ยแล้วสองยี่ห้อนี้ราคาก้อนละประมาณ 300 กว่าบาท ซึ่งถ้าเทียบตามประมาณ เกรซจะแพงกว่าค่ะ เพราะปริมาณน้อยกว่า

Modena ซองขาวอันนี้ เค้าเขียนว่า เป็น Air dry polymer clay แล้วก็เป็นแบบดินใสด้วย ส่วนตัวรู้สึกว่าค่อนข้างคล้ายดินไทยเลยค่ะ แอบผิดหวังนิด ๆ แต่เนื้อก็โอเคอยู่ค่ะ ไม่แน่ใจว่าอะไรทำให้ราคาแรงขนาดนี้ เราอาจจะใช้ไม่คุ้มตามคุณสมบัติของดินจริงๆก็ได้ค่ะ

Cosmos Grace เป็นดินที่ไม่ค่อยอยากลองใช้เลยเพราะส่วนตัวรู้สึกว่าน่าจะเหมือนกับอันอื่น ๆ แล้วก็มีหลายแบบจนงง สุดท้ายเลือกตัวเขียว ๆ มา เพราะเราดูมาจากหนังสือญี่ปุ่นค่ะ เห็นเค้าใช้อันนี้เลยลองใช้บ้าง อิอิ สรุปว่าสำหรับเรา เราชอบเนื้อดินยี่ห้อนี้ที่สุดค่ะ มันดีมาก มันนิ่มมาก แบบแตกต่าง แต่บอกไม่ถูก 555 นิ่มเหมือนขนมเลยสบายมือมาก ๆ ดูพรีเมี่ยมจริง ๆ แกะซองออกมา ได้มาเป็นหลอดเล็ก ๆ สองหลอด(แอบรู้สึกได้น้อย) แต่ก็ชอบค่ะ เวลาแห้งแล้วก็จะออกใส ๆ เหมือนกันค่ะ

กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มโมเดล เราขอมาต่อในโพสหน้าพร้อมกับสรุปทั้งหมดเลยนะคะ แค่สองชนิดก็พิมพ์เยอะพอสมควรแล้ว 55

Strawberry

สตรอว์เบอร์รี แบบมั่ว ๆ ฉบับ Ianddm จริง ๆ ซื้อหนังสือมาดู แต่อ่านไม่ออกเลย ภาษาญี่ปุ่นล้วน ๆ ดูได้แต่รูป ดูวิธีคิดว่าไม่น่ายาก เลยจัดการมั่วเองเลยแล้วกัน ใครอยากลองทำตามดูก็ตามนี้เลยจ้า

ดินที่ใช้คือ Cosmos Grace สีเขียว ที่สั่งเข้ามาเอง เพราะในไทยน่าจะไม่มีขายแล้วด้วยราคาที่แรงเฟร่ออ ขนาดนำเข้ามาแล้วก็ตกอยู่ก้อนละ 300 กว่าบาท ขนาดพอ ๆ กับดินไทย คิดว่าใช้ดินไทยก็น่าจะได้เหมือนกัน (รีวิวนิดนึงว่าส่วนตัวชอบมากหลังจากลองใช้ มันนิ่มมากเนื้อดีมากแบบมาก ๆ ไม่เคยเจอแบบนี้เลย กรี๊ดด><)

อุปกรณ์อื่น ๆ ก็จะมี เทปกาวสองหน้า แผ่นรอง สีน้ำ สีน้ำมัน พู่กันเล็ก น้ำยาเคลือบ ลองมันให้หมดเอาให้ครบทุกแบบ ลืมบอกไปว่า จริง ๆ มีดินเบาของ Hearty รุ่นทดลองที่ใช้ในครั้งนี้ด้วย ทางร้านเค้าแถมมาให้

ก่อนอื่นเราจะเริ่มทำสิ่งนี้ ก็คือสตรอว์เบอรี เอาแค่ครึ่งลูกพอ ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้แม่พิมพ์ทำเองจ้า ทำแม่พิมพ์ยังไงเดี๋ยวจะอธิบายตอนหน้านะคะ ดินที่ใช้มีเกรซและฮาร์ตตี้ เกรซที่แห้งแล้วสีก็จะออกเข้ม ๆ หน่อย พอจะลงมือทาสี ก็ใช้แผ่นอะไรก็ได้ ติดกาวแล้ววางชิ้นงานของเราเอาไว้จะได้ทาง่าย ๆ ไม่ต้องมานั่งเล็งค่อย ๆ จับ อันนี้ดูตามในหนังสือมาเลย

ต่อมาคือขั้นตอนการทาสีค่ะ เราลงสีน้ำสีเหลืองก่อน ใช้สีน้ำมันก็น่าจะได้ แต่กลัวจะเห็นสีชัดหรือเข้มเกินไป เลยลองเอาสีน้ำทาดูก่อน ในหนังสือไม่รู้ว่าใช้สีอะไร เพราะอ่านไม่ออกTT แต่ผลออกมาก็โอเคเลยค่ะ สีน้ำที่ใช้เราใช้ของ Sakura กล่อง ๆ ซื้อมานานแล้วเห็นว่าใช้ง่ายดี สีเหลืองนี้เราใช้ #065 Aureoline Hue แต่อาจจะเอาสีน้ำมันผสมดินให้เหลืองก่อนเลยก็ได้นะคะ จะได้ไม่ต้องมาทาทีละชั้น ๆ

เสร็จแล้วเราก็ใช้สีน้ำสีแดง #014 Vermilion Hue และ #017 Cadmium Red Hue ทาทับไปอีกชั้น ดินของฮาร์ตตี้ซึมซับสีได้ดีเลยเพราะเนื้อจะออกโฟม ๆ หน่อย แต่ดินเกรซไม่ค่อยติดสี ทาแล้วมันแดงไม่สะใจเลยจ้า เลยตัดสินใจทาสีน้ำมันสีแดงเข้าไปอีกชั้น

สีนี้เลยจ้า ส่วนสีเหลืองนี้ถ่ายติดมาเฉย ๆ ไม่มีอะไร 555

แดงดีพี่ชอบ แต่ถ่ายมาทำไมดูอมส้ม ๆ ก็ไม่รู้ สีน้ำมันจะให้ผิวออกมัน ๆ เงา ๆ นิดนึงด้วยค่ะ แต่เราอยากได้สตรอว์เบอรีฉ่ำ ๆ ให้เหมือนเคลือบน้ำเชื่อมมา เลยใช้น้ำยาเคลือบเล็บสีใสทาอีกรอบ แต่ทาลูกเดียวก็รู้สึกว่าทายากจัง คือด้วยความที่ลูกค่อนข้างเล็ก แล้วแปรงพอทาลงไปเหมือนจะรูดสีไปด้วย (หรือเพราะยังไม่แห้งสนิทดีก็ยังไม่แน่ใจ) เลยตัดสินใจ ใช้สเปรย์เคลือบไปเลย ซึ่งอันนี้ซื้อมานานแล้วค่ะจะเอามาเคลือบเรซิ่นให้เงา ๆ วิ๊งค์ ๆ ขวดละ 200 กว่าบาท มาเจอสเปรย์เคลือบที่ร้านอุปกรณ์งานช่าง ขายไม่ถึงร้อย ขวดเบ้อเริ่มก็ได้แต่ TT

พ่นปื้ด ๆ ไปสองสามรอบ ก็โอเคอยู่นะคะ ถึงแม้ว่าแห้งแล้วจะไม่ได้ดูฉ่ำมาก แต่ก็ได้อยู่แหล่ะมั้ง 555

ดูในรูปเหมือนจะคล้าย ๆ กันหมด แต่อันที่จริงดินสองแบบไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไหร่ค่ะ ของHearty ที่เป็นดินเบาจะติดสีดีกว่า แต่พอพ่นสเปรย์ไปก็เหมือนจะไม่ค่อยเงาเท่าไหร่ อันแรกก็จะทุลักทุเลนิดนึง55 จบการรีวิวจ้า^^

My Miniature Diary

เริ่มแรกตั้งแต่เด็ก จำได้ว่าเคยมีร้านขายของจิ๋วมาออกร้านในโรงเรียน ขายพวกผักผลไม้จิ๋วๆ อันเล็กๆ ด้วยความที่เป็นเด็ก เราชอบมาก แต่ซื้อไม่ไม่เยอะเพราะเงินน้อย จำได้คร่าวๆเหมือนว่าจะซื้อพวกเม็ดพริกมา เพราะอยากได้ชอบมาก

จนพอมาเล่นบ้านเพื่อน เพื่อนเอาชามตาไก่จิ๋วที่เป็นพวงกุญแจมาให้ เพราะรู้ว่าชอบ เราก็เอามาเก็บไว้ใส่ตู้เลย มีอะไรจิ๋วๆ ก็เก็บเอาไว้ตลอด แต่ก่อนชอบเล่นตุ๊กตามาก ถึงขนาดแม่ซื้อชุดตุ๊กตาแผงๆ ที่ขายตัวละ 15 บาท ยกผงมาให้เลย แต่ช่วงหลังไม่ได้สะสมแล้ว เราเหมือนชอบของเล่น ของชิ้นเล็กๆมาตั้งแต่เด็ก จนโตแล้วก็ยังชอบอยู่

เริ่มงานชิ้นแรกจากการเดิน B2S แล้วไปซื้อดินโมเดลมาปั้นของจิ๋ว อันที่จริงต้องบอกว่าเริ่มหันมาสนใจจริงจังตั้งแต่ช่วงมัธยมปลาย ครูให้ทำโมเดลกับกลุ่ม เราทำโมเดลร้านช็อคโกแลต โมเดลบ้าน แล้วชอบ รู้สึกว่าทำได้เรื่อย ๆ เพลินดี หลังจากนั้นก็เริ่มหาซื้ออุปกรณ์มากขึ้นเริ่มดูวิธีทำจากในเน็ต

แต่ช่วงม.ปลายมันเป็นช่วงรอยต่อ จำได้ว่าเริ่มเดินจตุจักรครั้งแรกช่วง ๆ นั้น ซื้อดินไทยมาปั้นด้วย ตั้งโลนึง สรุปว่าใช้ห่อเดียว ที่เหลือหมดอายุ เสียดายมาก แต่ช่วงนั้นต้องเน้นสอบเข้าก่อนเลยห่างหายจากงานพวกนี้ไปเลย ทั้งที่เพิ่งจะเริ่มแค่นั้น

พอถึงช่วงมหาวิทยาลัย ก็ไม่ค่อยได้ทำอีก เพราะต้องปรับตัวกับอะไรหลาย ๆ อย่าง รวมถึงงานที่ต้องรับผิดชอบด้วย ความสนใจช่วงนั้นหลากหลายมาก อยากทำอะไรก็พยายามหาทางลองหมดเลย ดีอย่างที่มหาลัยใกล้กับจตุจักรมากขึ้นและทุกวันนี้จนถึงตอนทำงานแล้วก็ยังหาโอกาสไปเดินอยู่บ่อย ๆ

จุดที่เริ่มทำจริง ๆ คือช่วงที่รู้ว่าเราสนใจพวกงานฝีมือ งานที่ต้องใช้ความประณีต เรารู้สึกว่าตัวเองจดจ่อกับงานพวกนี้ได้นาน เริ่มตั้งแต่ทำงานใบตอง ทั้ง ๆ ที่ทำไม่เป็นแต่ต้องไปช่วงเพื่อนทำ ทั้งคืนไม่ได้นอนเลย เราทำได้ หลัจากนั้นก็ไปเรียนแกะสลักก็ฝึกทำจนได้ถึงจะไม่ค่อยสวยก็เถอะ 55 สุดท้ายคือวิชาที่เป็นโปรเจคงานฝีมือต่าง ๆ ชอบวิชานี้มาก เพราะมีตอนหนึ่งได้ทำของจิ๋ว นั่นแหล่ะจุดที่เรากลับมาเริ่มงานพวกนี้

อุปสรรคของงานเราก็มีแค่ตัวเราเองนี่แหล่ะ ส่วนหนึ่งเป็นคนที่มีความสนใจหลากหลาย แต่เวลาทำมันทำได้แค่ทีละอย่า โฟกัสหลาย ๆ อย่างไม่ได้ ยิ่งช่วงเรียนจบใหม่ ๆ เครียดหนักมาก ๆ ต้องอ่านหนังสือเพื่อนเตรียมตัวสอบบรรจุ สุดท้ายหลังจากสอบผ่านแล้ว บรรจุแล้วผ่านช่วงเวลาปรับตัวหนัก ๆ กับอะไรหลาย ๆ อย่าง มันก็เริ่มถึงเวลาที่เราจะเริ่มจัดการตัวเองแล้วก็ทำในสิ่งที่เราอยากจะทำซักที

ส่วนตัวไม่ใช่คนถนัดงานปั้นเลย และไม่ได้ชอบงานของจิ๋วแบบปั้นจิ๋วจ๋า ๆ เลย ออกไปทางพวกโมเดลมากกว่า ชอบดูโมเดลบ้าน โมเดลร้าน ดูได้นานเลย ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบขนาดนั้นด้วย ชอบถึงขั้นไปลงเรียนทำโมเดลเลย คิดว่าถ้าว่าง ๆ คงไปหาเรียนทำของจิ๋วที่ศูนย์ฝึกอาชีพด้วย ระหว่างนี้ก็คงจะดูจากยูทูปจากเพจไปก่อน ตอนหน้าจะมาบอกแหล่งหาข้อมูลกับแรงบันดาลใจที่ชื่นชอบ ไอดอลในงานของจิ๋วที่เราสนใจ